This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

ป้ายกำกับ:

ประวัติ แดนเนียล แอ็กเกอร์

 กำแพงเหล็กแห่งแอนฟิลด์  ตอนนี้สภาพของทีมลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2009-2010 นี้จะออกในแนวเละเทะ จับจุด หาสาระไม่ได้สักอย่าง

        จากที่เคยเป็นทีมที่แข็งแกร่งในศึกแชมเปี้ยนลีกส์ปีนี้กลับหมดลุ้นแต่ไก่โห่ ตกรอบคัดเลือกแถมสภาพทีมในลีกนั้นยิ่งย่ำแย่เข้าไปใหญ่ พื้นที่อันดับ 4 ที่เคยจองไว้ทุกฤดูกาลถูกทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้,สเปอร์ และ แอสตัน วิลล่า เบียดชนิดที่ลุ้นกันสนุก จบฤดูกาลนี้แฟนลิเวอร์พูลคงรู้กันแล้วจะหมู่หรือจ่า

        เจมมี่ คาราเกอร์,มาร์ติน สเคอเทล , และ โซติริส คีร์เกียกอส ล้วนเป็นกองหลังลิเวอร์พูลที่ปล่อยให้ทีมคู่แข่งเจาะเป็นรูพลุน

        ความชราภาพของ คาราเกอร์ ที่มีให้เห็นจากความผิดพลาดหลายต่อหลายครั้ง มาติน สเคอเทล ฤดูกาลที่แล้วจับคู่กับ คาราเกอร์ เล่นอย่างโดดเด่นแต่ปีนี้กลับควานหาฟอร์มเดิมๆไม่เจอ และ ผู้มาใหม่อย่าง คีร์เกียกอส กองหลังผู้ที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ ไม่สามารถพึงพิงได้

        แต่ยังมีอีกหนึ่งหนออย่าง แดเนียล แอ็กเกอร์ ปราการหลังดาวรุ่งของวงการลูกหนังเดนมาร์กที่ กลับมาจากอาการบาดเจ็บเมื่อฤดูกาลก่อนอย่างงดงาม และ แอ็กเกอร์ กลับมาอีกครั้งพร้อมพกพาความเหนียวแน่นและแน่นอน พร้อมแบกรับภาระในแนวรับแทนเจมี่ คาราเกอร์ แล้ว

        ฟอร์มของ เจมี่ คาราเกอร์ ที่ทดถอยลงอย่างน่าตกใจในฤดูกาลนี้ คงเป็นสิ่งที่ ราฟาเอล เบนิเตซ โค็ชชาวสเปนต้องเปลี่ยนแปลงเสียแล้ว

        เมื่อ คาร่า ที่ เคยเป็นกองหลังตัวหลักตลอดช่วงหลายปีฟอร์มการเล่นตกลงไป พร้อมกับอายุที่มากขึ้น เป็นสิ่งที่ควรแก้ไขไปพร้อมกับปัญหาส่วนอื่นๆ และ นักเตะที่สามารถรับช่วงต่อจากคาร่าได้นั้นคงเป็นใครไม่ได้แล้วนอกจาก แดเนียล แอ็กเกอร์ 

        คงถึงเวลาแล้วที่ แดเนียล แอ็กเกอร์ ต้องเปลี่ยนแปลงสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าเดิมอันนี้คงใช่ แต่ที่เป็นประเด็นซึ่งแฟนลิเวอร์พูลต่างกังวล เมื่อ ราฟาเอล เบนิเตซ มีข่าวว่าจะย้ายสู่ ยูเวนตุส อิตาลี แต่เฮียหนวดแกไม่ไปมือเปล่าแน่แก่คงหอบนักเตะลูกรักไปทัวร์อิตาลีด้วยแน่สักคนสองคนและหนึ่งในนั้นยังมีชื่อของ แดเนียล แอ็กเกอร์ ที่ยูเวนตสสนใจอีกด้วย

        ลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้คงคาดหวังกับอะไรไม่ได้แล้วขอแค่ฤดูกาลหน้าสามารถรั้งตัวนักเตะสำคัญๆ อย่าง แดเนียล แอ็กเกอร์ ไว้ได้ก็พอแล้ว

0 ความคิดเห็น

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

ชื่อเต็ม
Liverpool Football Club
ฉายา
หงศ์แดง
ก่อตั้ง 15 มีนาคม พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892)
(โดย จอห์น โฮลดิง)

สนามกีฬา
แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูล
(ความจุ: 45,276 คน[1])

เจ้าของ จอห์น ดับเบิลยู. เฮนรี และ ทอม เวอร์เนอร์
(New England Sports Ventures)

ประธาน ทอม เวอร์เนอร์

ผู้จัดการ เคนนี ดัลกลิช





สโมสร ฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club) เป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทีมหนึ่งในฟุตบอลอังกฤษ ลิเวอร์พูลครองแชมป์ดิวิชั่น 1 ถึง 18 ครั้ง ครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง ก่อตั้งใน วันที่ 15 มีนาคม ปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรหนึ่งในกลุ่มจี-14 มีฉายาในภาษาไทยว่า "หงส์แดง" พร้อมด้วยคำขวัญ "You'll Never Walk Alone"
สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็น แชมป์ลีกสูงสุดชองประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65)และคว้าแชมป์ดิวิชั้น1อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล1973/74) หลังจากนั้นบิลล์ แชงก์คลีขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี่
สโมสร ต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่งหลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี พ.ศ. 2533 คือได้เพียงเอฟเอคัพ 1 ใบ ปี พ.ศ. 2535 กับลีกคัพ 1ใบในปี พ.ศ. 2538 แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศ และระดับทวีปถึง 3 แชมป์ (คาร์ลิ่ง ลีกคัพ,เอฟเอคัพ รวมทั้งยูฟ่าคัพ) ได้ในปี พ.ศ. 2544 (ฤดูกาล2000/01) ในปี 2544 นี้ลิเวอร์พูลยังคว้าถ้วยยูฟ่าซูเปอร์คัพที่เอาชนะบาร์เยิร์น มิวนิค แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในปีนั้น รวมทั้งเอาชนะแมนฯยูฯคู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยแชริตี้ชิลด์ก่อนเปิดฤดูกาลพรี เมียร์ลีกเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของกองเชียร์ลิเวอร์พูล นักเตะสำคัญยุคนั้นได้แก่ ไมเคิล โอเวน, เอมิล เฮสกี้, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ซามี ฮูเปีย และ ยอร์น อาร์เน่ รีเซ่ เป็นต้น ทีมชุดนี้ผู้จัดการทีมคือ เชร์รา อุลลิเย่ ชาวฝรั่งเศส ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายของอุลลิเย่คือ การนำทีมลิเวอร์พูลชนะแมนฯยูฯ 2-0 ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพ พ.ศ. 2546 (ฤดูกาล2002/03) แชมป์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของลิเวอร์พูลคือปี 2548 ชนะในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งที่ 5 ของสโมสร ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลยุโรป เมื่อลิเวอร์พูลไล่ตีเสนอทีมเอซี มิลาน เป็น 3 -3 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อนถึง 3 -0 และในที่สุดคว้าแชมป์มาได้จากการยิงจุดโทษชนะ 3-2 เป็นทีมจากอังกฤษที่ครองถ้วยยูโรเปียนคัพ (ปัจจุบันคือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก) มากครั้งที่สุดถึง 5 สมัย ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ชาบี อาลอนโซ, ดีทมา ฮามันน์, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์, เจอร์ซี่ ดูเด็ค และ เจมี่ คาราร์เกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2549 (ฤดูกาล 2005/06) ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเว่น เจอร์ราร์ดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดคู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เสมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้ 3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้ แต่รายการที่แฟนบอลต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ลิเวอร์พูลคว้ามาได้คือ พ.ศ. 2533 (ฤดูกาล1989/90) จากการคุมทีมของเคนนี่ ดัลกลิช ซึ่งต่อมาภายหลังดัลกลิสสามารถนำแบล็คเบิร์น โรเวอร์สคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในปี พ.ศ. 2538 (ฤดูกาล 1994/95)
สนาม ปัจจุบันของสโมสรคือ แอนฟิลด์ มีความจุ 45,362 คน ในขณะเดียวกันสนามใหม่กำลังถูกวางแผนก่อสร้างในชื่อ สนามสแตนลีย์พาร์ก ความจุประมาณ 60,000 อยู่ในระหว่างการเจรจาระหว่างเจ้าของและทางเอชเคเอส สำนักงานสถาปนิกอเมริกัน [2]
เนื้อหา
[ซ่อน]
• 1 ประวัติสโมสร
• 2 ยุคก่อตั้งสโมสร
• 3 ที่มาของ The Kop
• 4 ผู้เล่นชุดปัจจุบัน
o 4.1 ผู้เล่นชุดพรีเมียร์ลีก
o 4.2 ผู้เล่นสำรอง
o 4.3 ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว
o 4.4 อดีตผู้เล่น
• 5 สต๊าฟ โค้ช
• 6 ผู้จัดการทีม
o 6.1 หมายเหตุ
• 7 เกียรติประวัติ
o 7.1 ภายในประเทศ
 7.1.1 ลีก
 7.1.2 คัพ
o 7.2 ยุโรป
o 7.3 Doubles and Trebles
• 8 อ้างอิง
• 9 แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้] ประวัติสโมสร
จอห์น โฮลดิ้ง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟิลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่ง และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิ้ง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมได้ เช่าอยู่ ฝ่ายกลุ่มบริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนาม และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะ สแตนลี่ย์พาร์ค เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดีสันพาร์ก ดังนั้น จอห์น โฮลดิ้ง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิ้ง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club
[แก้] ยุคก่อตั้งสโมสร


สนามแอนฟิลด์
หลังจากที่ สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอม รับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซี่ย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรซ์ ไอโรโนโปลิส และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด
[แก้] ที่มาของ The Kop


ด้านหน้าอัฒจันทร์ฝั่ง เดอะ ค็อป
เด อะ ค็อป เป็นชื่อที่ใช้เรียกตามชื่อของเนินเขาแห่งหนึ่งใน นาทาล ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งคนท้องถิ่นจะรู้จักกันในนาม สปิออน ค็อป โดยเกิดเหตุการณ์การทำสงครามบัวร์ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1900 อังกฤษได้ส่งทหารไปกว่า 300 นาย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลิเวอร์พูล แต่แล้วในสงครามนั้นเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นคือ อังกฤษได้เสียทหารไปเกินกว่าครึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น นักข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเดลี่โพสต์ ชื่อ เออร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ตส์ จึงเสนอชื่อ สปิออน ค็อป ตามชื่อของเนินเขาลูกนั้น เป็นชื่อของอัฒจันทร์หลังประตูในการสร้างสนามใหม่ขึ้นมา เพื่อเป็นเกียรติในความกล้าหาญของทหารอังกฤษทั้ง 300 นาย ซึ่งต่อมาอัฒจันทร์แห่งนี้ได้กลายอัฒจันทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกของ ฟุตบอลแห่งหนึ่ง. ในปี ค.ศ. 1928 ได้มีการต่อเติมอัฒจันทร์แห่งนี้ใหม่ และเมื่อใดเมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลของทีมลิเวอร์พูลขึ้น คนที่ไปดูการแข่งขันของทีมบนอัฒจันทร์จะเรียกตัวเองว่า เดอะ ค็อป (The Kop) และแล้วจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรมที่สนามฮิลส์โบโร่ ในปี ค.ศ. 1989 ซึ่งเกิดการถล่มของอัฒจันทร์ขึ้น ในการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ กับ นอร์ทติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 96 คน จึงมีคำสั่งให้ทุกสนามเปลี่ยนจากอัฒจันทร์ยืนเป็นแบบนั่งทั้งหมด และนั่นเป็นการปิดฉากของอัฒจันทร์ สปิออน ค็อป อัฒจันทร์แบบยืนที่มีความยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีอัฒจันทร์ใหม่ขึ้นมาและใช้ชื่อว่า นิว ค็อป ซึ่งความหมายต่าง ๆ ยังคงเหมือนเดิม แม้ชื่ออัฒจันทร์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม นิว ค็อป ยังคงมีกลิ่นอายของประวัติเหล่านั้นอยู่เต็มเปี่ยม โดยปกติแล้วเมืองลิเวอร์พูลจะไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่ แต่ทว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่รายล้อมอยู่บนทุกๆที่ไม่ว่าจะถนนสายไหน
[แก้] ผู้เล่นชุดปัจจุบัน
ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2011[3]
[แก้] ผู้เล่นชุดพรีเมียร์ลีก
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
1
GK
แบรด โจนส์

2
DF
เกล็น จอห์นสัน

4
MF
ราอูล เมยเรเลส

5
DF
ดาเนียล แอ็กเกอร์

6
DF
ฟาบิโอ ออเรลิโอ

7
FW
หลุยส์ ซัวเรซ

8
MF
สตีเฟน เจอร์ราร์ด (กับตันทีม)

9
FW
แอนดี คาร์โรลล์

10
MF
โจ โคล

14
FW
มิลาน โยวาโนวิช

16
DF
โซทิริออส คีร์เกียกอส

หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
17
MF
มักซี โรดริเกวซ

18
FW
เดียร์ค เคาท์

21
MF
ลูคัส เลวา

23
DF
เจมี คาร์ราเกอร์ (รองกัปตันทีม)

24
FW
ดาวิด เอ็นก็อก

25
GK
เปเป เรนา

26
MF
เจย์ สเพียริง

28
MF
คริสเตียน โพลเซน

33
MF
จอนโจ เชลวีย์

34
DF
มาร์ติน เคลลี

37
DF
มาร์ติน สเคอร์เทล


[แก้] ผู้เล่นสำรอง
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
12
FW
ดาเนียล ปาเชโก

22
DF
แดนนี วิลสัน

35
MF
เฆซุส เฟร์นานเดซ ซานซ์

36
DF
สตีฟ เออร์วิน

38
MF
ราฮีม สเตอริง

40
DF
ดาเนียล อยาลา

41
GK
มาร์ติน แฮนเซน

42
GK
ปีเตอร์ กูลัคชี

43
GK
ดีน บูซานิส

44
MF
วิคเตอร์ พาลส์สัน

45
MF
โทมัส อินซ์

หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
47
DF
อังเดร์ วิสดอม

48
MF
เกร์ราโด บรูนา

49
DF
แจ็ค โรบินสัน


GK
ดีล แชมเบอร์เลน


MF
อเล็กซ์ คูเปอร์


DF
จอห์น ฟลานาเกน


MF
นิโกลา โคห์เลิร์ต


DF
เอมมานูเอล เมนดี


MF
ไมเคิล โรเบิร์ตส์


FW
นิโกลา ซาริช


MF
โคเนอร์ โธมัส (ยืมตัวมาจากสโมสร โคเวนทรีซิตี)


[แก้] ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
3
DF
พอล คอนเชสกี (ไปสโมสร นอตติงแฮม ฟอร์เรสต์ จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[4]

31
MF
นาบิล เอล ซาร์ (ไปสโมสร พีเอโอเค จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[5]

32
DF
สตีเฟน ดาร์บี (ไปสโมสร น็อตส์เคาน์ตี จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[6]

39
FW
นาธาน เอคเคิลสตัน (ไปสโมสร ชาร์ลตันแอทเลติก จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[7]

46
MF
เดวิด อามู (ไปสโมสร เอ็มเค ดอนส์ จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2011)[8]

หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น

MF
อัลแบร์โต อากวิลานี (ไปสโมสร ยูเวนตุส จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[9]


DF
ฟิลิปป์ เดเกน (ไปสโมสร สตุ๊ตการ์ต จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[10]


DF
เอมิเลียโน อินชัว (ไปสโมสร กาลาตาซาราย จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[11]


MF
ฌอน ไฮห์เดล (ไปสโมสร นิวทาวน์ จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010-11)[12]


DF
คริส มาแว็งกา (ไปสโมสร เรสซิงคลับเคงก์ จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010-11)[13]


[แก้] อดีตผู้เล่น
สำหรับรายละเอียดของอดีตผู้เล่น, ดูที่ รายชื่ออดีตผู้เล่นของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล และ หมวดหมู่:ผู้เล่นสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
[แก้] สต๊าฟ โค้ช
ณ วันที่ 9 มกราคม 2011[14]
ชื่อ ตำแหน่ง
เคนนี ดัลกลิช
ผู้จัดการทีม

แซมมี ลี
ผู้ช่วยผู้จัดการทีม
สตีฟ คลาร์ก
โค้ช

ไมค์ แคลลี
โค้ชผู้รักษาประตู
จอห์น แม็คมาน
ผู้จัดการทีมสำรอง
จอห์น อาร์ชเตอร์เบิร์ก
โค้ชผู้รักษาประตูสำรอง
เอดูอาร์โด มาเซีย
หัวหน้าแมวมอง
ไมค์ แม็คกลีน
ผู้ช่วยหัวหน้าแมวมอง
ปีเตอร์ บรัคเนอร์
หัวหน้าฝ่ายแพทย์และวิทยาศาสตร์การกีฬา
ซาฟ อิคบัล
แพทย์ประจำสโมสร
ดาร์เรน เบอร์เจส
หัวหน้าฝ่ายฟิตเนส
ฟิล โคลส์
หัวหน้านักกายภาพบำบัด
ร็อบ ไพรซ์
นักกายภาพบำบัด
แม็ตต์ คาน็อปปินสกี
นักกายภาพบำบัด
คริส มอร์แกน
นักกายภาพบำบัด
แอนดรูว เนียลอน
นักกายภาพบำบัด
จอร์แดน มิลซัม
โค้ชฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย
อลัน แม็คคอล
นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
อีวาน ออร์เตกา
นักบำบัดโรคทางกีฬา
พอล สมอลล์
หมอนวด
เกรแฮม คาร์เตอร์
ผู้จัดการด้านชุดแข่ง
ลี ราดคลิฟฟ์
ผู้ดูแลชุดแข่ง
แบร์รี่ ดรัสต์
ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา
เจมส์ มอร์ตัน
ที่ปรึกษาด้านโภชนาการ
บิลลี พาร์รี
นักวิเคราะห์วิดีโอ
อเล็ก สก็อตต์
ผู้ช่วยวิเคราะห์การแข่งขัน
เจมส์ มาโลน
Sports Science Graduate
[แก้] ผู้จัดการทีม
ณ วันที่ 27 มกราคม 2011
ชื่อ
สัญชาติ
ตั้งแต่
ถึง การแข่งขัน
ชนะ
เสมอ
แพ้
% ชนะ[A]
เกียรติประวัติ หมายเหตุ
วิลเลียม บาร์คเลย์
จอนห์ แม็คเคนนา
 อังกฤษ
ไอร์แลนด์
15 กุมภาพันธ์ 1892 16 สิงหาคม 1896 131
80
20
31
61.07
1 Lancashire League championship, 2 Division Two championships
[15][B]

ทอม วัตสัน
 อังกฤษ
17 สิงหาคม 1896 6 พฤษภาคม 1915 742
329
141
272
44.34
2 Division One championships
[16]

เดวิด แอชเวิร์ธ
 อังกฤษ
18 ธันวาคม 1919 12 กุมภาพันธ์ 1923 138
70
40
28
50.72
1 Division One championship
[17]

แม็ต แม็คควีน
 สกอตแลนด์
13 กุมภาพันธ์ 1923 15 กุมภาพันธ์ 1928 229
93
60
76
40.61
1 Division One championship
[18]

จอร์จ แพ็ตเธอร์สัน
 อังกฤษ
7 มีนาคม 1928 6 สิงหาคม 1936 366
137
85
144
37.43
[19]

จอร์จ เคย์
 อังกฤษ
6 สิงหาคม 1936 มกราคม 1951 357
142
93
122
39.78
1 Division One championship
[20]

ดอน เวลช์
 อังกฤษ
23 มีนาคม 1951 4 พฤษภาคม 1956 232
81
58
93
34.91
[21]

ฟิล เทเลอร์
 อังกฤษ
พฤษภาคม 1956 17 พฤศจิกายน 1959 150
76
32
42
50.67
[22][23]

บิลล์ แชงค์ลีย์
 สกอตแลนด์
1 ธันวาคม 1959 12 กรกฎาคม 1974 783
407
198
178
51.98
3 Division One championships, 4 Charity Shields 2 FA Cups, 1 UEFA Cup, 1 Division Two championship
[24]

บ๊อบ เพสลีย์
 อังกฤษ
26 สิงหาคม 1974 1 กรกฎาคม 1983 535
307
132
96
57.38
6 Division One championships, 5 Charity Shields, 3 Football League Cups, 3 European Cups, 1 European Super Cup, 1 UEFA Cup
[25]

โจ เฟแกน
 อังกฤษ
1 กรกฎาคม 1983 28 พฤษภาคม 1985 131
70
37
24
53.44
1 Division One championship, 1 European Cup, 1 Football League Cup
[26]

เคนนี ดัลกลิช
 สกอตแลนด์
30 พฤษภาคม 1985 21 กุมภาพันธ์ 1991 307
187
78
42
60.91
3 Division One championships, 2 FA Cup, 4 Charity Shields (2 Shared) [27]

รอนนี โมแรน
 อังกฤษ
22 กุมภาพันธ์ 1991 15 เมษายน 1991 10
4
1
5
40.00
[28][C]

แกรม ซูเนสส์
 สกอตแลนด์
16 เมษายน 1991 28 มกราคม 1994 157
65
47
45
41.40
1 FA Cup
[29]

รอย อีแวนส์
 อังกฤษ
31 มกราคม 1994 12 พฤศจิกายน 1998 244
123
63
58
50.41
1 Football League Cup
[30]

เชราร์ อุลลิเยร์
 ฝรั่งเศส
16 กรกฎาคม 1998 24 พฤษภาคม 2004 325
165
81
79
50.77
2 Football League Cups, 1 FA Cup, 1 UEFA Cup, 1 European Super Cup, 1 Charity Shield
[31][D]

ราฟาเอล เบนิเตซ
 สเปน
16 มิถุนายน 2004 3 มิถุนายน 2010 350
194
77
79
55.43
1 European Cup, 1 FA Cup, 1 European Super Cup, 1 Community Shield
[32]

รอย ฮอดจ์สัน
 อังกฤษ
1 กรกฎาคม 2010 8 มกราคม 2011 31
13
9
9
41.94

เคนนี ดัลกลิช
 สกอตแลนด์
8 มกราคม 2011 ปัจจุบัน 7
4
1
2
57.14

0 ความคิดเห็น

ประวัติสโมสร Liverpool อย่างละเอียดครับ

ประวัติศาสตร์หน้าแรกของ สโมสร ลิเวอร์พูล ต้องบันทึกว่า ก่อเกิดจาก เอฟเวอร์ตัน สโมสรคู่ปรับประจำเมืองตลอดกาล โดยเกิดจากการแตกแยกกันของผู้บริหารนั่นเอง แต่เราจะย้อนถึงอดีต ก่อนที่จะถึงการกำเนิดของ Everton FC. เสียด้วย

เมื่อเทศมนตรีเมือง ได้มีมติอนุมัติ สร้างโบสถ์หลังใหม่ และโรงเรียนวันอาทิตย์ แทนโบสถ์เก่า 3 หลัง ของเมืองทีมีสภาพที่ทรุดโทรม และก็ได้ข้อสรุป คือ สร้างที่ ถนน.เบร็ดฟิลด์ นอร์ธ เขต Everton ในเดือน พฤษภาคม 1870 โดยมีขื่อว่า เซนต์ โดมิงโก ซึ่งเป็นศาสนสถานที่ของชาวคริสต์ ในเมืองลิเวอร์พูล โดยเฉพาะวันอาทิตย์

โบสถ์แห่งนี้ เป็นแหล่งชุมชนของ ชนชั้นกลางและกรรมกร และต่างก็มีกิจกรรมร่วมกัน คือ กีฬา นั้นเองและก็ทำให้ชื่อเสียงของ โบสถ์ เซนต์ โดมิงโก เป็นที่แพร่หลาย เริ่มจากทีม คริกเก็ต ของ นักเรียนโรงเรียน เซนต์ โดมิงโก ซึ่งสามารถชนะทุกทีมที่แข่ง เป็นจุดเริ่มของการรวมพลเชียร์ แต่ทว่า คริกเก็ต เป็นกีฬาช่วง หน้าร้อนเท่านั้น แต่ยังคงมีกีฬา เบสบอล ที่จะว่าเป็นที่นิยมมากในขณะนั้น

เด็กๆ ได้ร้องขอคณะสงฆ์ ขอจัดตั้งทีมฟุตบอล (สมัยก่อนไม่มีใครนิยมเล่นกีฬาชนิดนี้ ) แต่เป็นกีฬา รักบี้ ที่เป็นที่นิยมกันมาก แต่คณะสงฆ์ก็ได้อนุมัติให้จัดตั้งทีม ฟุตบอล โดยใช้ชื่อว่า สโมสร เซนต์ โดมิงโก ในปี 1878 ในยุคนี้ 1878 - 1886 มีสโมสรฟุตบอลเกิดขึ้นมากกว่า 150 สโมสร และ สโมสร เซนต์ โดมิงโก ได้สร้างความประทับใจให้กับ แฟนบอลเมือง ลิเวอร์พูล และสโมสรแห่งนี้ก้ได้กลายมาเป็น Everton FC. ในเวลาต่อมา

จากการ บันทึกพบว่า เอฟเวอร์ตัน ลงแข่งฟุตบอลอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกพบกับ เซนต์ ปีเตอร์ส เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 1879 และก็คว้าชัยได้ด้วย ต่อมาปี 1880 เอฟเวอร์ตัน เข้าร่วมฟุตบอล ลีก ของสมาคม แลงคาเชียร์ ซึ่งต้องพบกันทีมต่างๆเช่น โบลตัน หรือ เบอร์เคนเฮด แต่สนามเหย้าของ เอฟเวอร์ตัน ขณะนั้นก็คือ สวนสาธารณะ Stanley Park ต่อมาสมาคมฟุตบอล แลงคาเชียร์ ออกกฏว่า ทุกทีมต้องมีสนามเหย้า เป็นของตัวเอง ทำให้ Everton ต้องประชุมด่วนที่ โรงแรม แซนดอน ซึ่งโรงแรมนี้เป็นของ จอหน์ โฮลดิ้ง



JOHN HOULDING นายกเทศมนตรีเมือง ลิเวอร์พูล
นักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยม เป็นผู้ก่อตั้งสโมสร
" LIVERPOOL FC. " และ " EVERTON FC. "

โฮ ลดิ้ง เป็นผู้คลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนังเป็นอย่างมาก เขายังมีตำแหน่งเป็น นายกเทศมนตรี เมือง ลิเวอร์พูล พรรคอนุรักษ์นิยม และเขาก็สามารถผลักดันให้ใช้ ที่ว่าง ถนนเพอรี่ย์ สร้างสนามฟุตบอล โดยมีการจ่ายค่าเช่าตอบแทน จากนั้นไม่นาน เจ้าของที่ก็ต้องการที่ดินคืน ทำให้ จอหน์ ต้องติดต่อกับ จอหน์ โอร์เรล ให้กับ เอฟเวอร์ตัน เช่าที่ราคาถูก และในวันที่ 28 กันยายน 1884 เอฟเวอร์ตัน ได้แข่งนัดแรกที่ Anfield โดยชนะ เอิร์ลสทาวน์ ด้วยสกอร์ 5 - 1

นานวันเข้า เอฟเวอร์ตัน ก็เป็นทีมประจำเมือง ลิเวอร์พูล โดยปริยาย จอหน์ โฮลดิ้ง ได้สร้างอัฒจรรย์เพิ่ม แฟนบอลต่างเข้ามาชมกันมากขึ้น กว่า 8,000 คน จนกระทั่งในปี 1888 ได้จัดให้มีสมาคมฟุตบอลอังกฤษ( F.A.) และระบบนักเตะอาชีพก็เกิดขึ้น ในปี 1885 โดยช่วงแรกนักเตะจะได้รับค่าจ้าง 3 ปอนด์/สัปดาห์ และก็มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอีกก็คือ บรรดากรรมกรในเมืองลิเวอร์พูล ได้เรียกร้อง ให้มีการหยุดเพิ่มขึ้นจากเดิม วันอาทิตย์ 1 วัน ขอหยุดเพิ่มในช่วงบ่ายของวันเสาร์ (ในสมัยก่อน ลิเวอร์พูล เป็นเมืองท่าสำคัญ และอุตสาหกรรมการต่อเรือ ของอังกฤษ มีกรรมกรทำงานที่นี่เยอะมากๆ )

สโมสร Everton ที่รุ่งเรือง ก็มีจุดเปลี่ยนจนได้เมื่อ จอหน์ โอร์เรล เจ้าของที่เพื่อนซื้ของ โฮลดิ้ง ได้ยกเลิกที่จะให้เช่าสนาม Anfield หลังจากที่เป็นของ Everton กว่า 7 ปี แต่ โฮลดิ้งก็พยายามที่จะขอซื้อ แต่ โอร์เรล ก็โก่งราคาสูงมากๆ โดย จอหน์ โฮลดิ้ง ต้องการ Anfield แห่งนี้เป็นของ Everton แต่สมาชิก 279 คนไม่ยอม และก็เกิด จุดแตกหักกันได้ก็คือ 15 มีนาคม 1892 เอฟเวอร์ตัน ได้ย้ายไปที่สนามใหม่ก็คือ กูดิสันปาร์ค และปล่อยให้ Anfield ล้างมีแต่สนามเปล่าๆ กับ อัฒจรรย์โล้นๆ และจอหน์ โฮลดิ้ง กับ จอหน์ โอร์เรล (เจ้าของที่ว่างเปล่า) ดูเหมือนว่า เอฟเวอร์ตัน จะไปได้สวยกับสนามแห่งใหม่ ขณะที่ Anfield ไม่มีอะไรที่ดีขึ้นเลย แต่ทว่า โฮลดิ้ง ไม่ยอมแพ้ เขาสร้างทีมฟุตบอลใหม่และก็ได้ตั้งชื่อสโมสรว่า LIVERPOOL FC. ตามชื่อเมืองนั่นเอง

ในปี 1892 LIVERPOOL FC. ก็อยู่ที่สนาม Anfield และถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1892 นี้เอง (EST.1892) และจอหน์ โฮลดิ้ง ก็ได้พยายามขอจัดตั้งสโมสรฟุตบอล โดยขอสมัครเป็นสมาชิกกับ สมาคมฟุตบอล แต่เขาก็รู้ว่าต้องไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะยังเป็นสโมสรใหม่อยู่ แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาได้พบกับ จอหน์ แม็คแคนน่า ผู้รู้ใจเพื่อนสนิทชาว ไอริช ซึ่ง แม็คแคนน่า เป็นคนที่คลั่งไคล้ฟุตบอลมาก และเขาเคยเป็นอดีตนักรักบี้เก่าด้วย

=========================================================
ยุคก่อตั้งสโมสร

หลัง จากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอม รับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด ( Liverbird ) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซี่ย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลส์โบรซ์ ไอโรโนโปลิส และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล ( ทั้งหมด 28 นัด ) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ ( ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน ) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

==========================================================
เด อะ ค็อป เป็นชื่อที่ใช้เรียกตามชื่อของเนินเขาแห่งหนึ่งใน นาทาล ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งคนท้องถิ่นจะรู้จักกันในนาม สปิออน ค็อป โดยเกิดเหตุการณ์การทำสงครามบัวร์ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1900 อังกฤษได้ ส่งทหารไปกว่า 300 นาย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลิเวอร์พูล แต่แล้วในสงครามนั้นเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นคือ อังกฤษได้เสียทหารไปเกินกว่าครึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น นักข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเดลี่โพสต์ ชื่อ เออร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ตส์ จึงเสนอชื่อ สปิออน ค็อป ตามชื่อของเนินเขาลูกนั้น เป็นชื่อของอัฒจันทร์หลัง ประตูในการสร้างสนามใหม่ขึ้นมา เพื่อเป็นเกียรติในความกล้าหาญของทหารอังกฤษทั้ง 300 นาย ซึ่งต่อมาอัฒจันทร์แห่งนี้ได้กลายอัฒจันทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกของ ฟุตบอลแห่งหนึ่ง. ในปี ค.ศ. 1928 ได้มีการต่อเติมอัฒจันทร์แห่งนี้ใหม่ และเมื่อใดเมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลของทีมลิเวอร์พูลขึ้น คนที่ไปดูการแข่งขันของทีมบนอัฒจันทร์จะเรียกตัวเองว่า เดอะ ค็อป (The Kop) และแล้วจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรมที่สนามฮิลส์โบโร่ ในปี ค.ศ. 1989 ซึ่งเกิดการถล่มของอัฒจันทร์ขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 96 คน จึงมีคำสั่งให้ทุกสนามเปลี่ยนจากอัฒจันทร์ยืนเป็นแบบนั่งทั้งหมด และนั่นเป็นการปิดฉากของอัฒจันทร์ สปิออน ค็อป อัฒจันทร์แบบยืนที่มีความยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีอัฒจันทร์ใหม่ขึ้นมาและใช้ชื่อว่า นิว ค็อป ซึ่งความหมายต่าง ๆ ยังคงเหมือนเดิม แม้ชื่ออัฒจันทร์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม นิว ค็อป ยังคงมีกลิ่นอายของประวัติเหล่านั้นอยู่เต็มเปี่ยม
====================================================

เกียรติ์ประวัติ------------------------------------------------------------------------
   * ฟุตบอลลีกดิวิชั่นหนึ่ง: 18

       * 1901, 1906, 1922, 1923, 1947, 1964, 1966, 1973, 1976, 1977, 1979, 1980, 1982, 1983, 1984, 1986, 1988, 1990

   * ฟุตบอลพรีเมียร์ชิป: 0

       * n/a

   * ฟุตบอลลีกดิวิชั่นสอง: 4

       * 1894, 1896, 1905, 1962

   * เอฟเอคัพ: 7

       * 1965, 1974, 1986, 1989, 1992, 2001, 2006

   * ลีกคัพ: 7

       * 1981, 1982, 1983, 1984, 1995, 2001, 2003

   * ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก: 5

       * 1977, 1978, 1981, 1984, 2005

   * ยูฟ่าคัพ: 3

       * 1973, 1976, 2001

   * European Super Cup : 3

       * 1977, 2001, 2005

   * ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ

   สูงสุด รองชนะเลิศ 2005

   * เอฟเอ ยูธคัพ

ก่อนที่จะเป็น ลิเวอร์พูล
เมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จอห์น โฮลดิ้ง นักธุรกิจท้องถิ่นและว่าที่นายกเทศมนตรีเมือง ลิเวอร์พูล ได้เช่าพื้นที่บริเวณแอนฟิลด์ โร้ด ( Anfield Road ) จากบริษัทผลิตเบียร์ท้องถิ่น ของลิเวอร์พูลที่ชื่อ ออร์เรลล์ บราเธอร์ บริวเวอร์รี่ เพื่อที่จะสร้างสนามฟุตบอล เมื่อสร้างเสร็จได้ปล่อยให้ทีมเอฟเวอร์ตันเช่าในปี 1884 ( ซึ่งทีมเอฟเวอร์ตันถือกำเนิดมาก่อนหน้านี้แล้ว 4ปี ) ต่อมาเมื่อเอฟเวอร์ตันเป็นสมาชิกฟุตบอลลีก โฮลดิ้ง จึงขึ้นค่าเช่าและพยายามจะเข้าไปบริหารงานในส่วนโภชนาการของทีม กลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงตัดสินใจเลิกสัญญาเช่าในปี 1892 และตัดสินใจย้ายสนามไปอีกฟากหนึ่งของสวนสาธารณะ
สแตนลี่ย์พาร์ค เพื่อไปสร้างสนามที่กูดิสันปาร์ค ทำให้สนามฟุตบอลของโฮลดิ้งไม่ได้ใช้ประโยชน์ โฮลดิ้ง จึงคิดสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และได้ให้ จอห์น แมคเคนน่า ( เพื่อนซี้ของโฮลดิ้ง )  มาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร โดยตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า
"Liverpool Football Club" หรือ "LFC"

ก่อกำเนิดตำนานหงส์แดง

หลังจากที่ทีมลิเวอร์พูลถูกก่อตั้งได้ไม่นาน ก็ได้มีการจัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่องซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิ เวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะทีมถึง 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครองสำเร็จซึ่งส่งผลให้พวกเขาส่งทีมสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน ฟุตบอลลีกและได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 ทีมจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด ( Liverbird ) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซี่ย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้
            ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางของในฟุตบอลลีกในวันที่ 2 กันยายน 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลส์โบรซ์ ไอโรโนโปลิส และเรื่องเหลือเชื่อก็ได้เกิดขึ้นคือทีมลิเวอร์พูลได้แชมป์มาครองโดยที่พวก เขาไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล ( ทั้งหมด 28 นัด ) แต่ว่าการคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ ( ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน ) และได้ลงแข่งที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

ที่มาของคำว่า "The Kop"

            เมื่อลิเวอร์พูลเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในดิวิชั่น 1 ต้องพบกับมหาอำนาจลูกหนังของอังกฤษในยุคแรกไม่ว่าจะเป็น เปรสตัน,ฮัดเดอร์สฟิลด์,แบล็คเบิร์น และที่สำคัญคือ เอฟเวอร์ตันทีมร่วมเมืองในขณะนั้น โดยศึกดาร์แมตช์นัดแรกเกิดขึ้นในวันที่ 16 ต.ค. 1894 ระหว่างทีมลิเวอร์พูลกับเอฟเวอร์ตันโดยลิเวอร์พูลออกไปเยือน ปรากฏว่าลิเวอร์พูลแพ้ 3-0 ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 40000 คน และในการเจอกันที่แอนฟิลด์ทำได้แค่เสมอ 2-2

ในปีแรกของลิเวอร์พูลในดิวิชั่น
1 จบฤดูกาลด้วยอันดับสุดท้ายของตารางและต้องกลับไปเล่นในดิวิชั่น 2  แต่เพียงแค่ปีเดียวก็กลับขึ้นมาเล่นในดิวิชั่น 1 อีกครั้ง
ภาย ใต้การนำทีมของผู้จัดการทีมที่ชื่อ ทอม อัตสัน การกลับขึ้นมาครั้งนี้ลิเวอร์พูลอยู่ในดิวิชั่น 1 นานกว่าเดิมและยังประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1900-1901 เป็นครั้งแรกอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามแฟนบอลของลิเวอร์พูลต้องดูทีมของตนเองเล่นในดิวิชั่น 2 อีกครั้งในปี 1904 แต่ลิเวอร์พูลก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาและคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 1 ได้อีกครั้งในฤดูกาล 1905-1906 ในช่วงนี้ฉายา The Kop ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อลิเวอร์พูลสร้างสนามใหม่ และตั้งชื่ออัฒจันทน์หลังประตูว่า สปิออน ค็อป โดยนักข่าวของหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเดลี่โพสต์ ที่มีชื่อว่า เออร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ตส์ เป็นผู้เสนอชื่อนี้ขึ้นมา
            สำหรับคำว่า "สปิออน ค็อป" เป็นชื่อของเนินเขาที่นาทาลในสงครามบัวร์ที่แอฟริกาใต้เมื่อปี 1900 แปลว่า "จุดที่ได้เปรียบ" สงครามครั้งนั้นอังกฤษส่งทหารเข้าร่วม 300 นายและได้เสียชีวิตเกินครึ่งหนึ่งโดยส่วนมากจะเป็นทหารจากเมืองลิเวอร์พูล จึงตั้งชื่ออัฒจันทน์เพื่อเป็นเกียรติประวัติความกล้าหาญ และใครที่ได้ไปดูการแข่งขันฟุตบอลบริเวณอัฒจันทน์นั้นจะเรียกตัวเองว่า "The Kop" จึงเป็นฉายาของลิเวอร์พูลมาจนถึงปัจจุบันนี้

รอยมลทิน

            ในปี 1914-1915 ประวัติศาสตร์ต้องจารึกอีกครั้งเมื่อทีมลิเวอร์พูลและทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพากันล้มบอลเพื่อที่ทีมจะได้ไม่ตกชั้น โดยตอนนั้นทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องชนะทีมลิเวอร์พูล หลังการแข่งขันผลปรากฏว่าทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชนะทีมลิเวอร์พูล 2-0 ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรอดพ้นจากการตกชั้นแต่ไม่รอดพ้นจาการสอบสวนจากฟุตบอลลีก 8 นักเตะจากทั้งสองทีมดังโดนห้ามแข่งตลอดชีวิต ในเวลาต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังสงครามโลกโทษต่างๆถูกยกเลิกเหตุผลเพราะว่าทีมต้องฟื้นฟู ซึ่งตอนนั้นประธานฟุตบอลลีกอังกฤษ คือ จอห์น แมคเคนน่า ( อดีตประธานสโมสรลิเวอร์พูล ) เป็นผู้ที่มีส่วนผลักดันให้โทษแบนเป็นโมฆะด้วย

รากฐานความสำเร็จ
ใน ช่วงทศวรรษที่ 20-50 ทีมลิเวอร์พูลยังไม่ใช่ทีมที่ยิ่งใหญ่ มีผลงานขึ้นๆลงๆระหว่างดิวิชั่น 1 กับดิวิชั่น 2 อยู่ประจำ จนถึงปี 1945 สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงทีมลิเวอร์พูล ได้ผู้จัดการทีมชื่อ จอร์ช เคย์ เพียงปีเดียว เคย์ ก็สามารถนำทีมลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ดิวิชั่น 1 หลังจากนั้นทีมลิเวอร์พูลก็ขึ้นๆลงๆระหว่างดิวิชั่น 1 กับดิวิชั่น 2 อีกครั้ง จนปี 1954 ทีมลิเวอร์พูลต้องลงไปเล่นดิวิชั่น 2 และครั้งนี้อยู่นานกว่าปกติ ผู้จัดการทีมหลายต่อหลายคนไม่อาจพาทีมกลับมาดิวิชั่น 1 ได้ จนกระทั่งการมาของผู้จัดการทีมที่ชื่อว่า บิลล์ แชงค์ลี่ย์
            ทีมลิเวอร์พูลได้ลงไปเล่นในดิวิชั่น 2 นานถึง 7 ฤดูกาล โดยเป็นยุคของแชงค์ลี่ย์ 2 ฤดูกาล ก่อนที่แชงค์ลี่ย์จะพาทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในฐานะแชมป์ดิวิชั่น 2 ในปี 1962 ปรัชญาการทำทีมของแชงค์ลี่ย์ คือ ฟุตบอลง่ายๆ เน้นการผ่านและรับบอลอย่างแม่นยำ เล่นกันเป็นทีมมากกว่าความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทีมจวบจนปัจจุบัน

ไร้เทียมทาน
หลังจากที่ อังกฤษได้แชมป์โลก บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ได้พาทีมลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ในปี 1972 และในปีถัดมา(ปี 1973) บิลล์ แชงค์ลี่ย์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยมีบ๊อบ เพสลี่ย์ มือขวาของเขาก้าวขึ้นมารับงานแทน เขาใช้เวลาเพียง 4ปี ก็พาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ ในปีต่อมาเพสลี่ย์ได้พาทีมประกาศศักดาอย่างยิ่งใหญ่โดยการพาทีมคว้าดับเบิ้ล แชมป์ ( แชมป์ดิวิชั่น 1 และแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ) จากนั้นเพสลี่ย์ก็ยังพาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ได้อีก 2 ครั้ง คือในปี 1981 และ 1984 ก่อนที่เค้าจะลาออกจากตำแหน่ง
โศกนาฏกรรม

หลังจาก ที่เพสลี่ย์ลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ผู้ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อจากเขาคือ โจ เฟแกน ในระยะเวลาเพียงปีเดียวเขาได้พาทีมลิเวอร์พูลเข้าชิงถ้วยยูโรเปี้ยน คัพกับทีมยูเวนตุสที่สนามเฮย์เซล สเตเดี้ยม ในกรุงบรัสเซลล์ประเทศเบลเยี่ยมโดยที่ยูเวนตุสเป็นฝ่ายชนะทีมลิเวอร์พูล 1-0 จากจุดโทษของมิเชล พลาตินี่ แต่ในการแข่งขันครั้งนี้ได้เกิดโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น ทำให้แฟนบอลเสียชีวิต 39 คน เฟแกนจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ทำให้ เคนนี่ ดัลกลิช ซึ่งเป็นผู้เล่นในขณะนั้นก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมเป็นคนแรกของ สโมสร และในปีแรกเขาก็พาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ แต่ตอนนั้นลิเวอร์พูลไม่ได้ไปเล่นถ้วยยุโรปอันเนื่องมาจากถูกแบนจาก เหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งนั้นนั่นเอง

ความหวังและการรอคอย..

            เมื่อ ดัลกลิช ลาออกจากตำแหน่ง ดูเหมือนว่าลิเวอร์พูลจะไม่ประสบความสำเร็จในลีกสูงสุดอีกเลยนับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมาแม้จะเปลี่ยนผู้จัดการทีมอีกสองคนไม่ว่าจะเป็น รอย อีแวนส์ หรือเชราร์ อุลลิเยร์ ถึงแม้ว่าอุลลิเยร์จะพาทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ในปี 2001 ( ลีก คัพ,เอฟเอ คัพและยูฟ่า คัพ ) ก็ตาม ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ความสำเร็จที่แฟนบอลรอคอยสักเท่าไหร่
            หลังจากที่อุลลิเยร์ โดนปลดจากตำแหน่ง ลิเวอร์พูลได้ผู้จัดการทีมคนใหม่ คือ ราฟาเอล เบนิเตช กุนซือชาวสเปนผู้นี้ เป็นผู้ที่แฟนบอลได้ฝากความหวังไว้เป็นอย่างมาก
   แชมป์ ปี 1995-96 , 2005-06 , 2006-07สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club) เป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทีมหนึ่งในฟุตบอลอังกฤษ ลิเวอร์พูลครองแชมป์ดิวิชั่น 1 ถึง 18 ครั้ง ครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง ก่อตั้งใน วันที่ 15 มีนาคม ปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรหนึ่งในกลุ่มจี-14  มีฉายาในภาษาไทยว่า "หงส์แดง" พร้อมด้วยคำขวัญ You will never walk alone

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้ง เมื่อ พ.ศ. 2435 และได้ขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็ว และชนะในศึกลีกแชมป์เปียนชิพระหว่างปี พ.ศ. 2443 และ 2490 อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลใช้เวลาอยู่หลายปีในดิวิชัน 2 ภายหลังจาก พ.ศ. 2493 และไม่ชนะอีกเลยจนกระทั่งสโมรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงกลี เป็นผู้จัดการทีมเมื่อปี พ.ศ. 2502 แต่เดิมชุดผู้เล่นเป็นชุดสีแดงและสีขาวครึ่งตัว ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นชุดสีแดงทั้งตัวเมื่อ พ.ศ. 2503

ในช่วงนี้แชงกลี เป็นผู้จัดการทีมนั้น สโมสรชนะในลีกแชมป์เปี้ยนชิพ 3 ครั้ง เอฟเอคัพ 2 ครั้ง และยูฟ่าคัพ 1 ครั้ง (เป็นรางวัลครั้งแรกของสโมสร) 30 ปีต่อมา สโมสรลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในสโมสรฟุตบอลของ อังกฤษและทวีปยุโรป ชนะในศึกยูโรเปี้ยนคัพ 4 ครั้งระหว่างปี พ.ศ. 2520 - 2527 สโมสรต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่งหลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี พ.ศ.2533คือได้เพียงเอฟ เอคัพ 1 ใบ ปีพ.ศ.2535 กับลีก คัพ 1ใบในปี พ.ศ.2538 แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศ และระดับทวีปถึง 3 แชมป์(คาร์ลิ่ง ลีก คัพ,เอฟเอคัพ รวมทั้งยูฟ่า คัพ)ได้ในปี พ.ศ. 2544(ฤดูกาล2000/01) ในปี 2544 นี้ลิเวอร์พูลยังคว้าถ้วยยูฟ่า ซูเปอร์คัพที่เอาชนะบาร์เยิร์น มิวนิค แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีกในปีนั้น รวมทั้งเอาชนะแมนฯยูฯคู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยแชริตี้ ชิลด์ก่อนเปิดฤดูกาลพรี เมียร์ ลีกเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของกองเชียลิเวอร์พูล นักเตะสำคัญยุคนั้นได้แก่ ไมเคิล โอเว่น,เอมิล เฮสกี้,สตีเว่น เจอร์ราร์ด,ซามี่ ฮูเปีย และยอร์น อาร์เน่ รีเซ่ เป็นต้น ทีมชุดนี้ผู้จัดการทีมคือ เชร์รา อุลลิเย่ ชาวฝรั่งเศส ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายของอุลลิเย่คือการนำทีมลิเวอร์พูลชนะแมนฯยูฯ 2-0 ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพ พ.ศ.2546 (ฤดูกาล2002/03) แชมป์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของลิเวอร์พูลคือปี 2548 ชนะในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกเป็นครั้งที่ 5ของสโมสร ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลยุโรป เมื่อลิเวอร์พูลไล่ตีเสนอทีมเอซี มิลาน เป็น 3 -3 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อนถึง 3 -0 !!! และในที่สุดคว้าแชมป์มาได้จากการยิงจุดโทษชนะ 3-2 เป็นทีมจากอังกฤษที่ครองถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ(ปัจจุบันคือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก) มากครั้งที่สุดถึง 5 สมัย ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ,ซาบี้ อลอนโซ่ ,ดีทมา ฮามันน์,วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์,เจอร์ซี่ ดูเด็ค และเจมี่ คาราร์เกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ.2549 (ฤดูกาล 2005/06) ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเว่น เจอร์ราร์ดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีมเวสต์แฮมคู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้ เสมอกันที่ 3-3 ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้ 3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้ แต่รายการที่แฟนบอลต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ลิเวอร์พูลคว้ามาได้คือพ.ศ.2533(ฤดูกาล1989/90) จากการคุมทีมของเคนนี่ ดัลกลิส ซึ่งต่อมาภายหลังดัลกลิสสามารถนำแบล็คเบิร์นค้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในปี พ.ศ.2538(ฤดูกาล 1994/95)

สนามปัจจุบันของสโมสรคือ แอนฟิลด์ มีความจุ 45,362 คน ในขณะเดียวกันสนามใหม่กำลังถูกวางแผนก่อสร้างในชื่อ สนามสแตนลีย์พาร์ก ความจุประมาณ 60,000 อยู่ในระหว่างการเจรจาระหว่างเจ้าของและทางเอชเคเอส สำนักงานสถาปนิกอเมริกัน

จอห์น โฮลดิ้ง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟิลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่ง และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิ้ง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมได้ เช่าอยู่ ฝ่ายกลุ่มบริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนาม และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะ สแตนลี่ย์พาร์ค เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดีสันพาร์ก ดังนั้น จอห์น โฮลดิ้ง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิ้ง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอม รับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซี่ย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรซ์ ไอโรโนโปลิส และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

เดอะ ค็อป เป็นชื่อที่ใช้เรียกตามชื่อของเนินเขาแห่งหนึ่งใน นาทาล ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งคนท้องถิ่นจะรู้จักกันในนาม สปิออน ค็อป โดยเกิดเหตุการณ์การทำสงครามบัวร์ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1900 อังกฤษได้ส่งทหารไปกว่า 300 นาย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลิเวอร์พูล แต่แล้วในสงครามนั้นเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นคือ อังกฤษได้เสียทหารไปเกินกว่าครึ่ง เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น นักข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเดลี่โพสต์ ชื่อ เออร์เนสต์ เอ็ดเวิร์ตส์ จึงเสนอชื่อ สปิออน ค็อป ตามชื่อของเนินเขาลูกนั้น เป็นชื่อของอัฒจันทร์หลังประตูในการสร้างสนามใหม่ขึ้นมา เพื่อเป็นเกียรติในความกล้าหาญของทหารอังกฤษทั้ง 300 นาย ซึ่งต่อมาอัฒจันทร์แห่งนี้ได้กลายอัฒจันทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกของ ฟุตบอลแห่งหนึ่ง. ในปี ค.ศ. 1928 ได้มีการต่อเติมอัฒจันทร์แห่งนี้ใหม่ และเมื่อใดเมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลของทีมลิเวอร์พูลขึ้น คนที่ไปดูการแข่งขันของทีมบนอัฒจันทร์จะเรียกตัวเองว่า เดอะ ค็อป (The Kop) และแล้วจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรมที่สนามฮิลส์โบโร่ ในปี ค.ศ. 1989 ซึ่งเกิดการถล่มของอัฒจันทร์ขึ้น ในการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ กับ นอร์ทติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 96 คน จึงมีคำสั่งให้ทุกสนามเปลี่ยนจากอัฒจันทร์ยืนเป็นแบบนั่งทั้งหมด และนั่นเป็นการปิดฉากของอัฒจันทร์ สปิออน ค็อป อัฒจันทร์แบบยืนที่มีความยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีอัฒจันทร์ใหม่ขึ้นมาและใช้ชื่อว่า นิว ค็อป ซึ่งความหมายต่าง ๆ ยังคงเหมือนเดิม แม้ชื่ออัฒจันทร์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม นิว ค็อป ยังคงมีกลิ่นอายของประวัติเหล่านั้นอยู่เต็มเปี่ยม

  
   ประวัติศาสตร์หน้าแรกของ สโมสร ลิเวอร์พูล ต้องบันทึกว่า ก่อเกิดจาก เอฟเวอร์ตัน สโมสรคู่ปรับประจำเมืองตลอดกาล โดยเกิดจากการแตกแยกกันของผู้บริหารนั่นเอง แต่เราจะย้อนถึงอดีต ก่อนที่จะถึงการกำเนิดของ Everton FC. เสียด้วย

ก่อนที่จะเป็น ลิเวอร์พูล
เมื่อ ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จอห์น โฮลดิ้ง นักธุรกิจท้องถิ่นและว่าที่นายกเทศมนตรีเมือง ลิเวอร์พูล ได้เช่าพื้นที่บริเวณแอนฟิลด์ โร้ด ( Anfield Road ) จากบริษัทผลิตเบียร์ท้องถิ่น ของลิเวอร์พูลที่ชื่อ ออร์เรลล์ บราเธอร์ บริวเวอร์รี่ เพื่อที่จะสร้างสนามฟุตบอล เมื่อสร้างเสร็จได้ปล่อยให้ทีมเอฟเวอร์ตันเช่าในปี 1884 ( ซึ่งทีมเอฟเวอร์ตันถือกำเนิดมาก่อนหน้านี้แล้ว 4ปี ) ต่อมาเมื่อเอฟเวอร์ตันเป็นสมาชิกฟุตบอลลีก โฮลดิ้ง จึงขึ้นค่าเช่าและพยายามจะเข้าไปบริหารงานในส่วนโภชนาการของทีม กลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงตัดสินใจเลิกสัญญาเช่าในปี 1892 และตัดสินใจย้ายสนามไปอีกฟากหนึ่งของสวนสาธารณะ
สแตนลี่ย์พาร์ค เพื่อไปสร้างสนามที่กูดิสันปาร์ค ทำให้สนามฟุตบอลของโฮลดิ้งไม่ได้ใช้ประโยชน์ โฮลดิ้ง จึงคิดสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และได้ให้ จอห์น แมคเคนน่า ( เพื่อนซี้ของโฮลดิ้ง )  มาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร โดยตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า
"Liverpool Football Club" หรือ "LFC"

  

0 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ:

ประวัติของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด



                       
                     เจอร์ราร์ด มีนิคเนมว่า "สตีวี่จี" เป็นกองกลางพลังไดนาโม โดยเริ่มแจ้งเกิดมาในตำแหน่งปีกขวา นอกจากนั้นยังสามารถเล่นเป็นแบ๊กขวาได้อีกด้วย และยังขยับมาเล่นเป็นกองกลางตัวรับ ได้อีกด้วย แต่ด้วยการที่เป็นนักเตะที่มีความสามารถทั้งการช่วยเกมรับ และการเติมเกมรุก แถมยังยิงไกลได้แม่นยำ ทำให้ เจอร์ราร์ด ค่อยๆเปลี่ยนบทบาทของตัวเองมาเป็นกองกลางเชิงรุกไปแล้ว



                        เจ้าของหมายเลข 8 ของทีมลิเวอร์พูล เป็นแฟนบอลของลิเวอร์พูล มาตั้งแต่ในวัยเด็ก จนในที่สุดเขาก็ได้เป็นกัปตันทีมโปรดของเขาสมใจนึก มาตั้งแต่ฤดูกาล 2003/2004 และเป็นนักเตะที่คอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมได้เสมอ ทั้งการทำงานหนักในสนาม และการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนร่วมทีม โดยในฤดูกาล 2003/2004 เจอร์ราร์ด ที่ต้องคอยไล่ตัดเกมรุกของคู่ต่อสู้ด้วยนั้น โดนใบเหลืองไปแค่ 2 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้เล่นที่เล่นบอลอย่างขาวสะอาดมากคนหนึ่ง



                        สตีวี่จี เป็นที่นักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ หลังจากที่มาเข้าร่วมชายคาของสโมสรแห่งนี้ ตั้งแต่ปี 1989 และค่อยๆพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเรื่อยๆในโรงเรียนนักเตะของ "หงส์แดง" ที่สร้างนักเตะอย่าง สตีฟ แม็คมานามาน และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ มาโด่งดังไปแล้ว ก่อนจะปั้น ไมเคิ่ล โอเว่น และ เจอร์ราร์ด ขึ้นมาโด่งดังเป็นรุ่นต่อมา

0 ความคิดเห็น