ชื่อเต็ม
Liverpool Football Club
ฉายา
หงศ์แดง
ก่อตั้ง 15 มีนาคม พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892)
(โดย จอห์น โฮลดิง)
สนามกีฬา
แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูล
(ความจุ: 45,276 คน[1])
เจ้าของ จอห์น ดับเบิลยู. เฮนรี และ ทอม เวอร์เนอร์
(New England Sports Ventures)
ประธาน ทอม เวอร์เนอร์
ผู้จัดการ เคนนี ดัลกลิช
สโมสร
ฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษ: Liverpool Football Club)
เป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดทีมหนึ่งในฟุตบอลอังกฤษ
ลิเวอร์พูลครองแชมป์ดิวิชั่น 1 ถึง 18 ครั้ง ครองแชมป์ยูโรเปียนคัพ 5 ครั้ง
ก่อตั้งใน วันที่ 15 มีนาคม ปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892)
ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรหนึ่งในกลุ่มจี-14 มีฉายาในภาษาไทยว่า "หงส์แดง"
พร้อมด้วยคำขวัญ "You'll Never Walk Alone"
สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ
พ.ศ. 2435
และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็น
แชมป์ลีกสูงสุดชองประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล1900/01)
และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4
เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล1921/22 กับ
1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47)
อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497
(ฤดูกาล1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502
สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม
เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ.
2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507
(ฤดูกาล1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี
คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล
1964/65)และคว้าแชมป์ดิวิชั้น1อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509
(ฤดูกาล1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป
เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516
(ฤดูกาล1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล1973/74)
หลังจากนั้นบิลล์ แชงก์คลีขอวางมือจากสโมสร
โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี่
สโมสร
ต้องประสบกับความซบเซาในช่วงหนึ่งหลังจากได้แชมป์ลีกสูงสุดในปี พ.ศ. 2533
คือได้เพียงเอฟเอคัพ 1 ใบ ปี พ.ศ. 2535 กับลีกคัพ 1ใบในปี พ.ศ. 2538
แต่ก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยทั้งในระดับประเทศ
และระดับทวีปถึง 3 แชมป์ (คาร์ลิ่ง ลีกคัพ,เอฟเอคัพ รวมทั้งยูฟ่าคัพ)
ได้ในปี พ.ศ. 2544 (ฤดูกาล2000/01) ในปี 2544
นี้ลิเวอร์พูลยังคว้าถ้วยยูฟ่าซูเปอร์คัพที่เอาชนะบาร์เยิร์น มิวนิค
แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในปีนั้น
รวมทั้งเอาชนะแมนฯยูฯคู่ปรับตัวฉกาจในถ้วยแชริตี้ชิลด์ก่อนเปิดฤดูกาลพรี
เมียร์ลีกเป็นปีที่หอมหวานปีหนึ่งของกองเชียร์ลิเวอร์พูล
นักเตะสำคัญยุคนั้นได้แก่ ไมเคิล โอเวน, เอมิล เฮสกี้, สตีเว่น เจอร์ราร์ด,
ซามี ฮูเปีย และ ยอร์น อาร์เน่ รีเซ่ เป็นต้น ทีมชุดนี้ผู้จัดการทีมคือ
เชร์รา อุลลิเย่ ชาวฝรั่งเศส ผลงานเป็นชิ้นเป็นอันส่งท้ายของอุลลิเย่คือ
การนำทีมลิเวอร์พูลชนะแมนฯยูฯ 2-0 ในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพ พ.ศ. 2546
(ฤดูกาล2002/03) แชมป์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งของลิเวอร์พูลคือปี 2548
ชนะในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งที่ 5 ของสโมสร
ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์บอลยุโรป
เมื่อลิเวอร์พูลไล่ตีเสนอทีมเอซี มิลาน เป็น 3 -3 ทั้งที่โดนยิงนำไปก่อนถึง
3 -0 และในที่สุดคว้าแชมป์มาได้จากการยิงจุดโทษชนะ 3-2
เป็นทีมจากอังกฤษที่ครองถ้วยยูโรเปียนคัพ (ปัจจุบันคือ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก)
มากครั้งที่สุดถึง 5 สมัย ผู้เล่นที่สำคัญในยุคนั้น อาทิ สตีเว่น
เจอร์ราร์ด, ชาบี อาลอนโซ, ดีทมา ฮามันน์, วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์, เจอร์ซี่
ดูเด็ค และ เจมี่ คาราร์เกอร์ คุมทัพโดย ผู้จัดการทีมสัญชาติสเปน ราฟาเอล
เบนิเตซ ในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2549 (ฤดูกาล 2005/06)
ลิเวอร์พูลของเบนิเตซทำให้แฟนบอลต้องลุ้นอีกครั้ง ในนัดชิงเอฟเอคัพ
เมื่อต้องอาศัยลูกยิงมหัศจรรย์ของ สตีเว่น
เจอร์ราร์ดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บตีเสมอทีมเวสต์แฮม
ยูไนเต็ดคู่ชิงแชมป์ในปีนั้นทำให้เสมอกันที่ 3-3
ต้องตัดสินแชมป์ด้วยการยิงจุดโทษอีกครั้ง และลิเวอร์พูลก็สามารถชนะไปได้
3-1 เป็นแชมป์สำคัญรายการล่าสุดที่ลิเวอร์พูลทำได้
แต่รายการที่แฟนบอลต้องการมากที่สุดคือแชมป์ลีกของประเทศ
หรือพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ซึ่งปีล่าสุดที่ลิเวอร์พูลคว้ามาได้คือ พ.ศ.
2533 (ฤดูกาล1989/90) จากการคุมทีมของเคนนี่ ดัลกลิช
ซึ่งต่อมาภายหลังดัลกลิสสามารถนำแบล็คเบิร์น
โรเวอร์สคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในปี พ.ศ. 2538 (ฤดูกาล 1994/95)
สนาม
ปัจจุบันของสโมสรคือ แอนฟิลด์ มีความจุ 45,362 คน
ในขณะเดียวกันสนามใหม่กำลังถูกวางแผนก่อสร้างในชื่อ สนามสแตนลีย์พาร์ก
ความจุประมาณ 60,000 อยู่ในระหว่างการเจรจาระหว่างเจ้าของและทางเอชเคเอส
สำนักงานสถาปนิกอเมริกัน [2]
เนื้อหา
[ซ่อน]
• 1 ประวัติสโมสร
• 2 ยุคก่อตั้งสโมสร
• 3 ที่มาของ The Kop
• 4 ผู้เล่นชุดปัจจุบัน
o 4.1 ผู้เล่นชุดพรีเมียร์ลีก
o 4.2 ผู้เล่นสำรอง
o 4.3 ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว
o 4.4 อดีตผู้เล่น
• 5 สต๊าฟ โค้ช
• 6 ผู้จัดการทีม
o 6.1 หมายเหตุ
• 7 เกียรติประวัติ
o 7.1 ภายในประเทศ
7.1.1 ลีก
7.1.2 คัพ
o 7.2 ยุโรป
o 7.3 Doubles and Trebles
• 8 อ้างอิง
• 9 แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้] ประวัติสโมสร
จอห์น
โฮลดิ้ง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟิลด์ โรด
เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน
เช่าเป็นสนามแข่ง และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น
โฮลดิ้ง
พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมได้
เช่าอยู่ ฝ่ายกลุ่มบริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนาม
และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะ สแตนลี่ย์พาร์ค
เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดีสันพาร์ก ดังนั้น
จอห์น โฮลดิ้ง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิ้ง
จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า
มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football
Club
[แก้] ยุคก่อตั้งสโมสร
สนามแอนฟิลด์
หลังจากที่
สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง
ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม
ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1
และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์
ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง
ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอม
รับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894
สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird)
ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซี่ย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้
ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2
ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรซ์
ไอโรโนโปลิส
และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล
(ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2
ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที
ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ
ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน)
และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน
ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด
[แก้] ที่มาของ The Kop
ด้านหน้าอัฒจันทร์ฝั่ง เดอะ ค็อป
เด
อะ ค็อป เป็นชื่อที่ใช้เรียกตามชื่อของเนินเขาแห่งหนึ่งใน นาทาล
ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งคนท้องถิ่นจะรู้จักกันในนาม สปิออน ค็อป
โดยเกิดเหตุการณ์การทำสงครามบัวร์ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1900
อังกฤษได้ส่งทหารไปกว่า 300 นาย โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองลิเวอร์พูล
แต่แล้วในสงครามนั้นเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นคือ
อังกฤษได้เสียทหารไปเกินกว่าครึ่ง
เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น
นักข่าวกีฬาของหนังสือพิมพ์ลิเวอร์พูลเดลี่โพสต์ ชื่อ เออร์เนสต์
เอ็ดเวิร์ตส์ จึงเสนอชื่อ สปิออน ค็อป ตามชื่อของเนินเขาลูกนั้น
เป็นชื่อของอัฒจันทร์หลังประตูในการสร้างสนามใหม่ขึ้นมา
เพื่อเป็นเกียรติในความกล้าหาญของทหารอังกฤษทั้ง 300 นาย
ซึ่งต่อมาอัฒจันทร์แห่งนี้ได้กลายอัฒจันทร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกของ
ฟุตบอลแห่งหนึ่ง. ในปี ค.ศ. 1928 ได้มีการต่อเติมอัฒจันทร์แห่งนี้ใหม่
และเมื่อใดเมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลของทีมลิเวอร์พูลขึ้น
คนที่ไปดูการแข่งขันของทีมบนอัฒจันทร์จะเรียกตัวเองว่า เดอะ ค็อป (The Kop)
และแล้วจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรมที่สนามฮิลส์โบโร่ ในปี ค.ศ. 1989
ซึ่งเกิดการถล่มของอัฒจันทร์ขึ้น ในการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ กับ
นอร์ทติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 96 คน
จึงมีคำสั่งให้ทุกสนามเปลี่ยนจากอัฒจันทร์ยืนเป็นแบบนั่งทั้งหมด
และนั่นเป็นการปิดฉากของอัฒจันทร์ สปิออน ค็อป
อัฒจันทร์แบบยืนที่มีความยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม
ก็มีอัฒจันทร์ใหม่ขึ้นมาและใช้ชื่อว่า นิว ค็อป ซึ่งความหมายต่าง ๆ
ยังคงเหมือนเดิม แม้ชื่ออัฒจันทร์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม นิว ค็อป
ยังคงมีกลิ่นอายของประวัติเหล่านั้นอยู่เต็มเปี่ยม
โดยปกติแล้วเมืองลิเวอร์พูลจะไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่
แต่ทว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่รายล้อมอยู่บนทุกๆที่ไม่ว่าจะถนนสายไหน
[แก้] ผู้เล่นชุดปัจจุบัน
ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2011[3]
[แก้] ผู้เล่นชุดพรีเมียร์ลีก
Note:
ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ
ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
1
GK
แบรด โจนส์
2
DF
เกล็น จอห์นสัน
4
MF
ราอูล เมยเรเลส
5
DF
ดาเนียล แอ็กเกอร์
6
DF
ฟาบิโอ ออเรลิโอ
7
FW
หลุยส์ ซัวเรซ
8
MF
สตีเฟน เจอร์ราร์ด (กับตันทีม)
9
FW
แอนดี คาร์โรลล์
10
MF
โจ โคล
14
FW
มิลาน โยวาโนวิช
16
DF
โซทิริออส คีร์เกียกอส
หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
17
MF
มักซี โรดริเกวซ
18
FW
เดียร์ค เคาท์
21
MF
ลูคัส เลวา
23
DF
เจมี คาร์ราเกอร์ (รองกัปตันทีม)
24
FW
ดาวิด เอ็นก็อก
25
GK
เปเป เรนา
26
MF
เจย์ สเพียริง
28
MF
คริสเตียน โพลเซน
33
MF
จอนโจ เชลวีย์
34
DF
มาร์ติน เคลลี
37
DF
มาร์ติน สเคอร์เทล
[แก้] ผู้เล่นสำรอง
Note:
ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ
ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
12
FW
ดาเนียล ปาเชโก
22
DF
แดนนี วิลสัน
35
MF
เฆซุส เฟร์นานเดซ ซานซ์
36
DF
สตีฟ เออร์วิน
38
MF
ราฮีม สเตอริง
40
DF
ดาเนียล อยาลา
41
GK
มาร์ติน แฮนเซน
42
GK
ปีเตอร์ กูลัคชี
43
GK
ดีน บูซานิส
44
MF
วิคเตอร์ พาลส์สัน
45
MF
โทมัส อินซ์
หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
47
DF
อังเดร์ วิสดอม
48
MF
เกร์ราโด บรูนา
49
DF
แจ็ค โรบินสัน
—
GK
ดีล แชมเบอร์เลน
—
MF
อเล็กซ์ คูเปอร์
—
DF
จอห์น ฟลานาเกน
—
MF
นิโกลา โคห์เลิร์ต
—
DF
เอมมานูเอล เมนดี
—
MF
ไมเคิล โรเบิร์ตส์
—
FW
นิโกลา ซาริช
—
MF
โคเนอร์ โธมัส (ยืมตัวมาจากสโมสร โคเวนทรีซิตี)
[แก้] ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว
Note:
ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ
ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
3
DF
พอล คอนเชสกี (ไปสโมสร นอตติงแฮม ฟอร์เรสต์ จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[4]
31
MF
นาบิล เอล ซาร์ (ไปสโมสร พีเอโอเค จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[5]
32
DF
สตีเฟน ดาร์บี (ไปสโมสร น็อตส์เคาน์ตี จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[6]
39
FW
นาธาน เอคเคิลสตัน (ไปสโมสร ชาร์ลตันแอทเลติก จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[7]
46
MF
เดวิด อามู (ไปสโมสร เอ็มเค ดอนส์ จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2011)[8]
หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น
—
MF
อัลแบร์โต อากวิลานี (ไปสโมสร ยูเวนตุส จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[9]
—
DF
ฟิลิปป์ เดเกน (ไปสโมสร สตุ๊ตการ์ต จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[10]
—
DF
เอมิเลียโน อินชัว (ไปสโมสร กาลาตาซาราย จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010–11)[11]
—
MF
ฌอน ไฮห์เดล (ไปสโมสร นิวทาวน์ จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010-11)[12]
—
DF
คริส มาแว็งกา (ไปสโมสร เรสซิงคลับเคงก์ จนกว่าจะจบการแข่งขันในฤดูกาล 2010-11)[13]
[แก้] อดีตผู้เล่น
สำหรับรายละเอียดของอดีตผู้เล่น, ดูที่ รายชื่ออดีตผู้เล่นของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล และ หมวดหมู่:ผู้เล่นสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
[แก้] สต๊าฟ โค้ช
ณ วันที่ 9 มกราคม 2011[14]
ชื่อ ตำแหน่ง
เคนนี ดัลกลิช
ผู้จัดการทีม
แซมมี ลี
ผู้ช่วยผู้จัดการทีม
สตีฟ คลาร์ก
โค้ช
ไมค์ แคลลี
โค้ชผู้รักษาประตู
จอห์น แม็คมาน
ผู้จัดการทีมสำรอง
จอห์น อาร์ชเตอร์เบิร์ก
โค้ชผู้รักษาประตูสำรอง
เอดูอาร์โด มาเซีย
หัวหน้าแมวมอง
ไมค์ แม็คกลีน
ผู้ช่วยหัวหน้าแมวมอง
ปีเตอร์ บรัคเนอร์
หัวหน้าฝ่ายแพทย์และวิทยาศาสตร์การกีฬา
ซาฟ อิคบัล
แพทย์ประจำสโมสร
ดาร์เรน เบอร์เจส
หัวหน้าฝ่ายฟิตเนส
ฟิล โคลส์
หัวหน้านักกายภาพบำบัด
ร็อบ ไพรซ์
นักกายภาพบำบัด
แม็ตต์ คาน็อปปินสกี
นักกายภาพบำบัด
คริส มอร์แกน
นักกายภาพบำบัด
แอนดรูว เนียลอน
นักกายภาพบำบัด
จอร์แดน มิลซัม
โค้ชฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย
อลัน แม็คคอล
นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
อีวาน ออร์เตกา
นักบำบัดโรคทางกีฬา
พอล สมอลล์
หมอนวด
เกรแฮม คาร์เตอร์
ผู้จัดการด้านชุดแข่ง
ลี ราดคลิฟฟ์
ผู้ดูแลชุดแข่ง
แบร์รี่ ดรัสต์
ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา
เจมส์ มอร์ตัน
ที่ปรึกษาด้านโภชนาการ
บิลลี พาร์รี
นักวิเคราะห์วิดีโอ
อเล็ก สก็อตต์
ผู้ช่วยวิเคราะห์การแข่งขัน
เจมส์ มาโลน
Sports Science Graduate
[แก้] ผู้จัดการทีม
ณ วันที่ 27 มกราคม 2011
ชื่อ
สัญชาติ
ตั้งแต่
ถึง การแข่งขัน
ชนะ
เสมอ
แพ้
% ชนะ[A]
เกียรติประวัติ หมายเหตุ
วิลเลียม บาร์คเลย์
จอนห์ แม็คเคนนา
อังกฤษ
ไอร์แลนด์
15 กุมภาพันธ์ 1892 16 สิงหาคม 1896 131
80
20
31
61.07
1 Lancashire League championship, 2 Division Two championships
[15][B]
ทอม วัตสัน
อังกฤษ
17 สิงหาคม 1896 6 พฤษภาคม 1915 742
329
141
272
44.34
2 Division One championships
[16]
เดวิด แอชเวิร์ธ
อังกฤษ
18 ธันวาคม 1919 12 กุมภาพันธ์ 1923 138
70
40
28
50.72
1 Division One championship
[17]
แม็ต แม็คควีน
สกอตแลนด์
13 กุมภาพันธ์ 1923 15 กุมภาพันธ์ 1928 229
93
60
76
40.61
1 Division One championship
[18]
จอร์จ แพ็ตเธอร์สัน
อังกฤษ
7 มีนาคม 1928 6 สิงหาคม 1936 366
137
85
144
37.43
[19]
จอร์จ เคย์
อังกฤษ
6 สิงหาคม 1936 มกราคม 1951 357
142
93
122
39.78
1 Division One championship
[20]
ดอน เวลช์
อังกฤษ
23 มีนาคม 1951 4 พฤษภาคม 1956 232
81
58
93
34.91
[21]
ฟิล เทเลอร์
อังกฤษ
พฤษภาคม 1956 17 พฤศจิกายน 1959 150
76
32
42
50.67
[22][23]
บิลล์ แชงค์ลีย์
สกอตแลนด์
1 ธันวาคม 1959 12 กรกฎาคม 1974 783
407
198
178
51.98
3 Division One championships, 4 Charity Shields 2 FA Cups, 1 UEFA Cup, 1 Division Two championship
[24]
บ๊อบ เพสลีย์
อังกฤษ
26 สิงหาคม 1974 1 กรกฎาคม 1983 535
307
132
96
57.38
6 Division One championships, 5 Charity Shields, 3 Football League Cups, 3 European Cups, 1 European Super Cup, 1 UEFA Cup
[25]
โจ เฟแกน
อังกฤษ
1 กรกฎาคม 1983 28 พฤษภาคม 1985 131
70
37
24
53.44
1 Division One championship, 1 European Cup, 1 Football League Cup
[26]
เคนนี ดัลกลิช
สกอตแลนด์
30 พฤษภาคม 1985 21 กุมภาพันธ์ 1991 307
187
78
42
60.91
3 Division One championships, 2 FA Cup, 4 Charity Shields (2 Shared) [27]
รอนนี โมแรน
อังกฤษ
22 กุมภาพันธ์ 1991 15 เมษายน 1991 10
4
1
5
40.00
[28][C]
แกรม ซูเนสส์
สกอตแลนด์
16 เมษายน 1991 28 มกราคม 1994 157
65
47
45
41.40
1 FA Cup
[29]
รอย อีแวนส์
อังกฤษ
31 มกราคม 1994 12 พฤศจิกายน 1998 244
123
63
58
50.41
1 Football League Cup
[30]
เชราร์ อุลลิเยร์
ฝรั่งเศส
16 กรกฎาคม 1998 24 พฤษภาคม 2004 325
165
81
79
50.77
2 Football League Cups, 1 FA Cup, 1 UEFA Cup, 1 European Super Cup, 1 Charity Shield
[31][D]
ราฟาเอล เบนิเตซ
สเปน
16 มิถุนายน 2004 3 มิถุนายน 2010 350
194
77
79
55.43
1 European Cup, 1 FA Cup, 1 European Super Cup, 1 Community Shield
[32]
รอย ฮอดจ์สัน
อังกฤษ
1 กรกฎาคม 2010 8 มกราคม 2011 31
13
9
9
41.94
เคนนี ดัลกลิช
สกอตแลนด์
8 มกราคม 2011 ปัจจุบัน 7
4
1
2
57.14
สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
The Winning
●
วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น